วันพฤหัสบดีที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

ภาพกิจกรรม




                                         
                                                                      (ภาพกิจกรรม)

วันเสาร์ที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

๙กษัตริย์แห่งราชวงศ์จักรี


ราชวงศ์จักรี

 
 
(ภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต)
 
นับตั้งแต่ปีพุทธศักราช 2325 เป็นต้นมา รวมระยะเวลาได้กว่า200ปี  มาแล้วที่บ้านเมืองของไทยอยู่ด้วยความร่มเย็นเป็นสุขภายใต้พระบรมโพธิ์สมภารของพระมหากษัตริย์แห่งพระบรมราชจักรีวงศ์ทั้ง9พระองค์ แม้รูปแบบการปกครองจะเปลี่ยนไปจากระบอบสมบูรณาสิทธิราชย์มาเป็นระบอบประชาธิปไตย แต่การเปลี่ยนแปลงนี้ไม่สามารถทำให้พระราชปณิธานของพระมหากษัตริย์ไทยที่จะทรงทำทุกอย่างให้ประชาชนมีความสุขอยู่ดีกินดี แปรเปลี่ยนไปเป็นอย่างอื่นได้พระราชกรณียกิจที่แต่ละพระองค์ได้ทรงบำเพ็ญนั้น ก่อให้เกิดคุณประโยชน์แก่บ้านเมืองและประชาชนชาวไทยเป็นอย่างยิ่งด้วยล้วนเป็นปัจจัยให้เกิดการพัฒนาในด้านต่างๆจนกลายเป็นความเจริญรุ่งเรืองสืบมา รวมทั้งยังสามารถทำให้ประเทศไทยดำรงความเป็นเอกราชให้ลูกหลานชาวไทยได้ภาคภูมิใจมาตราบจนทุกวันนี้
พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก รัชกาลที่ 1 (พ.ศ. 2327 - 2352)

พระนามเดิม ทองด้วง เป็นพระราชโอรสของสมเด็จพระปฐมบรมมหาชนก (พระอักษรสุนทรทองดี) ทรงพระราชสมภพเมื่อ พ.ศ. 2378 ในรัชกาลสมเด็จพระบรมโกศได้สมรสกับธิดาคหบดีบ้านอัมพวา ตำบลบางช้าง จังหวัดสมุทรสงครามหลังจากเสียกรุงศรีอยุธยาแก่พม่าในพ.ศ. 2310 แล้ว สมเด็จพระเจ้าตากสินกรุงธนบุรีได้กู้อิสรภาพและสร้างกรุงธนบุรีขึ้นเป็นราชธานี พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าฯได้เข้ารับราชการกับ สมเด็จพระเจ้าตากสินทรงพระปรีชาสามารถในการรบจนเป็นที่โปรดปราน นับเป็นขุนพลคู่พระทัยฝ่ายขวาได้รับแต่งตั้งให้เป็นแม่ทัพในสงครามครั้งสำคัญหลายครั้งได้รับบรรดาศักดิ์เป็นสมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ ศึก ใน พ.ศ. 2319
 
พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยรัชกาลที่ 2 (พ.ศ. 2310 - 2367)   

มีพระนามเดิมว่า ฉิมเป็นพระโอรสพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ประสูติแต่สมเด็จพระอมรินทราบรมราชินี ณ บ้านอัมพวา แขวงเมืองสมุทรสงคราม เมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2310 เมื่อยังทรง พระเยาว์ ได้ทรงศึกษาอักขรสมัยในสำนักสมเด็จพระวนรัต (ทองอยู่)วัดบางหว้าใหญ่ ด้านวิชาการรบ สำหรับขัตติยราชกุมารนั้นพระองค์ได้ทรงศึกษาจากประสบการณ์ที่เป็นจริง กล่าวคือได้ทรงตามเสด็จพระบรมชนกนาถไปในราชการสงครามทุกครั้งซึ่งพระปรีชาสามารถและความจัดเจนนี้ย่อมเป็นที่ ประจักษ์ จนได้รับโปรดเกล้าฯให้สถาปนาพระองค์ท่านขึ้นเป็นกรมพรราชวังบวรสถานมงคล ที่พระมหาอุปราชแทน

พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 (พ.ศ. 2367 - 2394)

มีพระนามเดิมว่า พระองค์เจ้าทับ เป็นพระราชโอรสพระองค์ใหญ่ในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย และกรมสมเด็จพระศรีสุลาลัย ทรงพระราชสมภพเมื่อวันที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2330 ต่อมาได้รับ สถาปนาพระอิสริยยศเป็นกรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ พระองค์ทรงเริ่มปฏิบัติราชการมาตั้งแต่สมเด็จพระบรมชนกนาถ ยังดำรงตำแหน่งกรมพระราชวังบวรสถานมงคลจึงเป็นที่ไว้วางพระราชหฤทัยให้ปฏิบัตพระราชกรณียกิจ ต่างพระเนตรพระกรรณหลายประการพระราชกรณียกิจสำคัญที่ทรงบำเพ็ญในรัชกาลที่ 2 ได้แก่ราชการในกรมท่าซึ่งมีหน้าที่ด้านการค้าและสัมพันธไมตรีกับต่างประเทศ เงินผลประโยชน์จากการค้าสำเภาของพระองค์ครั้งนี้ ต่อมาได้นำมาใช้ในภาวะคับขันของบ้านเมืองด้านการป้องกันพระนคร

พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 (พ.ศ. 2394 - 2411)        

ทรงเป็นพระราชโอรสพระองค์ที่สองในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ประสูติแต่ สมเด็จพระศรีสุริเยนทรามาตย์ ณพระราชวังเดิม กรุงธนบุรี เมื่อวันที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2347 เมื่อพระชน มายุ 13 พรรษา ประกอบพระราชพิธีโสกันต์อย่างใหญ่ หลังจากนั้นทรงผนวชเป็นสามเณร 7 เดือนเสด็จเสวยสวรรยราชสมบัติอยู่ 18 ปีก็เสด็จสวรรคตเมื่อ วันพฤหัสบดี เดือนสิบเอ็ด ขึ้น 15 ค่ำ จ.ศ. 1230 (พ.ศ. 2411) สิริพระชนมายุได้ 64 พรรษา

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 (พ.ศ. 2411 - 2453) 

ทรงเป็นพระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระเทพศิรินทราบรมราชินี พระราชสมภพเมื่อวันที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2396 ทรงได้รับการศึกษาเป็นอย่างดีทั้งด้านอักษรศาสตร์ โบราณราชประเพณี วิชาการสงครามและการปกครอง ทั้งยังทรงใฝ่พระทัยศึกษาพระธรรมวินัย ทรงผนวชเป็นสามเณรเมื่อ พ.ศ. 2409 และเป็นพระภิกษุเมื่อ พ.ศ. 2416 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงรับบรมราชาภิเษก 2 ครั้ง ครั้งแรกเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2411 ขณะทรงมีพระชนมพรรษาเพียง 16 ปี โดยมีสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ (ช่วง บุนนาค)เป็นผู้สำเร็จราช การแทนพระองค์ จนทรงบรรลุนิติภาวะแล้วจึงเสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติอีกครั้งเมื่อ พ.ศ. 2416 เสด็จ ครองราชย์นานถึง 42 ปีสวรรคตเมื่อวันที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2453

พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6  (พ.ศ. 2453 - 2468)

ทรงเป็นพระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ พระราชสมภพเมื่อวันที่ 1 มกราคมพ.ศ. 2423 ทรงศึกษาภาษาไทยอย่างแตกฉาน แล้วจึงเสด็จไปศึกษาวิชาทหาร ณ ประเทศอังกฤษเมื่อ พ.ศ. 2436 ขณะทรงมีพระชนม์พรรษาเพียง 14 ปีต่อมาทรงเข้าศึกษาวิชาประวัติศาสตร์ รัฐศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ และภูมิศาสตร์เสด็จนิวัติคืนสู่ประเทศไทย เมื่อ พ.ศ. 2445 รวมเวลาประทับ ณ ประเทศอังกฤษถึง 9 ปี พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จครองราชย์เมื่อวันที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2453 สวรรคต เมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายนพ.ศ. 2468 รวมสิริราชสมบัติ 16 ปี

พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 7 (พ.ศ. 2468 - 2477) 

ทรงเป็นพระราชโอรสองค์สุดท้ายในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถทรงพระราชสมภพเมื่อวันพุธ แรม 14 ค่ำ เดือน 11 ปีมะเส็ง ตรงกับวันที่ 8 พฤศจิกายนพ.ศ. 2436 และเสด็จสวรรคตด้วยโรคพระหทัยพิการ ในวันที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2484 รวมพระชนมายุ 48 พรรษา

พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล รัชกาลที่ 8 (พ.ศ. 2477 - 2489) 

ทรงเป็นพระโอรสพระมหิตลาธิเบศร์อดุลยเดชวิกรมบรมราชชนก และสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนีทรงพระราชสมภพเมื่อวันอาทิตย์ที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2468 พระองค์ไม่เพียงแต่ทรงพระราชสมภพในต่างประเทศ ทรงขึ้นครองราชยสมบัติ เมื่อพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงสละราชสมบัติ ในวันที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2477 นั้นคณะรัฐบาลด้วยความเห็นชอบของสภาผู้แทนราษฎร จึงอัญเชิญพระองค์ขึ้นครองราชสมบัติเป็นพระมหากษัตริย์องค์ที่ 8 แห่งราชจักรีวงศ์ ทรงพระนามว่าพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล อดุลยเดชวิมลรามาธิบดีจักรีนฤบดินทร์สยามินทราธิราช ขณะทรงมีพระชนมายุ 9 พรรษา โดยมี พระเจ้าวรวงศ์เธอกรมหมื่นอนุวัตรจาตุรนต์ พระเจ้าวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าอาทิตย์ทิพอาภา และเจ้าพระยายมราช (ปั้น สุขุม) เป็นคณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ระหว่างที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดลประทับอยู่ในพระนครเมื่อคราวเสด็จพระราชดำเนินกลับประเทศไทยครั้งที่ 2 นั้นโดยมิได้คาดฝันพระองค์เสด็จสวรรคต เพราะถูกพระแสงปืน ณพระแท่นบรรทมในพระที่นั่งบรมพิมาน เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2489 หลังจากเสวยราชสมบัติอยู่เป็น เวลา 12 ปีเท่านั้น

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่

        ทรงพระราชสมภพ เมื่อวันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2470 ทรงเป็นพระโอรสองค์ที่ 3 ของสมเด็จพระมหิตลาธิเบศร์อดุลยเดชวิกรมบรมราชชนกและสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว อานันทมหิดล เสด็จสวรรคต เมื่อวันที่ 9 มิถุนายนพ.ศ. 2489 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ภูมิพลอดุลยเดช เสด็จขึ้นครองราชสมบัติสืบต่อจากนั้นทรงประกอบพระราชพิธีราชาภิเษกสมรสกับสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิตติ์พระบรมราชินีนาถ เมื่อวันที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2493 และทรงประกอบพระราชพิธีบรมราชาภิเษก เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2493 จากนั้นทรงเสด็จไปสวิสเซอร์แลนด์ เพื่อทรงศึกษาต่อ และเสด็จกลับ พ.ศ. 2494 และปกครองประเทศไทยจนถึงทุกวันนี้ 
 
 
 

 
(ภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต)
 
 
 
                                                                                 ผู้จัดทำ
                                                                                 นางสาวกนกวรรณ คีรีรักษ์
                                                                                  นางสาวพิกุลแก้ว ดำคง

 

ภาพกิจกรรม

 
 

 
หาข้อมูลทำ blogger

 
หาข้อมูลทำบอร์ดนำเสอนความรู้

 
สานกระดาษทำบอร์ดนำเสอนความรู้


สานกระดาษทำบอร์ดนำเสอนความรู้
 

 
ติดกระดาษที่สานที่บอร์ดนำเสอนความรู้
 

ตัดกระดาษเพื่อนำมาสาน
 

 
ตัดกระดาษเพื่อนำมาสาน


ตัดกระดาษเพื่อนำมาสาน
 

 
ตัดข้อมูลเพื่อติดบอร์ดนำเสอนความรู้

 
ติดข้อมูลบนบอร์ดนำเสอนความรู้

 
ตัดข้อมูลเพื่อติดบอร์ดนำเสอนความรู้

บอร์ดนำเสอนความรู้

วันพุธที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

เครื่องสังคโลก


เครื่องสังคโลก


(แหล่งที่มา:ภาพจากอินเตอร์เน็ต)
ที่มาของชื่อเครื่องสังคโลก
            คำว่าสังคโลกมีผู้สันนิษฐานว่า มาจากคำว่า ซ้องโกลกหรือเตาแผ่นดินซ้องบ้างมาจากคำว่า ซุนโกโรกุ (ประเทศญึ่ปุ่น เรียก)โดยชาวญี่ปุ่นพยายามออกเสียงโดยหมายถึงสวรรคโลกอันเป็นชื่อแพร่หลายของเมืองเชลียหรือเมืองศรีสัชนาลัยในพงศาวดาร-อยุธยาสังคโลกเป็นเครื่องเคลือบเนื้อแกร่งโดยทั่งไปของไทยตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ 17 ถึงต้นพุทธศตวรรษที่ 22ได้ผลิตที่อาณาจักรสุโขทัย

ความหมายของเครื่องสังคโลก
           หมายถึง  เครื่องปั้นดินเผาที่ผลิตในรูปภาชนะเครื่องใช้และเครื่องประดับ เป็นสิ่งของใช้ประดับสถาปัตยกรรมตลอดจนเครื่องประดับตกแต่งสถาน เช่น ถ้วย ชาม จาน ไห หิน โอ่งน้ำ ขวด กระปุก ป้านน้ำชา ช้อน ตลอดจนตุ๊กตาคน สัตว์ ยักษ์ เทวดา พระพุทธรูป สิงห์สังคโลก ตัวหมากรุก
ลวดลาย
         คนสุโขทัยใช้น้ำขี้เถ้าจากไม้รกฟ้าและไม้มะก่อตาหมูเป็นส่วนผสมในการทำน้ำเคลือบที่มีลักษณะเขียวหยกใส เขียวอมฟ้า เขียวอมเทา การเผาเคลือบแต่ละครั้งจะได้สีไม่เหมือนกันเพราะเป็นสีจากธรรมชาติสวยงามมาก และใช้ออกไซด์ของเหล็กจากดินลูกรังเป็นตัวเขียนลายสีน้ำตาลหรือสีเกือบดำ หรือเป็นส่วนผสมในการทำนำเคลือบเช่นกันนิยมใช้สีน้ำตาลเคลือบพวกไห โอ่ง และกระปุก
การส่งออกของเครื่องสังคโลก
               พบเครื่องปั้นดินเผาและสังคโลกจากเตาสุโขทัย ศรีสัชชนาลัย และเตาลุ่มน้ำน้อยคละอยู่กับเครื่องถ้วยจีนและอันนัมบริเวณซากเรือจมในอ่าวไทยแสดงถึงการ มีเครือข่ายการค้ากว้างขวางตามชุมชนชายฝั่งทะเลรอบอ่าวไทยและชุมชนโพ้นทะเล ถึงอินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และญี่ปุ่น


                                                                                                                     อภิญญา   ชัยชนะ

วันศุกร์ที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

๙กษัตริย์แห่งราชวงศ์จักรี

 



 









 
 
                                                                         ผู้จัดทำ
                                                                           นางสาวกนกวรรณ  คีรีรักษ์
                                                                       นางสาวพิกุลแก้ว  ดำคง
 

วันพฤหัสบดีที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

กรุงรัตนโกสินทร์

                                                    การปกครองในสมัยรัตนโกสินทร์
      

                                                                     

           ลักษณะการปกครอง  ในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้อน (พ. ศ. 2325- พ. ศ. 2394) ยังคงยึดถือจารีตประเพณีการปกครองตามแบบอย่างสมัยอยุธยาตอนปลาย และสมัยธนบุรี มีการเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมบ้างเพื่อให้เหมาะสมกับสภาพการณ์ในสมัยนั้น
           การปกครองในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น จัดการปกครองดังนี้ คือ
     1. การปกครองส่วนกลาง  พระมหากษัตริย์ทรงเป็นผู้มีอำนาจสูงสุด 
     2. การปกครองส่วนภูมิภาค แบ่งออกเป็นหัวเมืองชั้นใน หัวเมืองชั้นนอก
     3. การปกครองประเทศราช ทางราชธานีจะแต่งตั้งเจ้าประเทศราชให้ปกครองตัวเอง
บทบาทของพระมหากษัตริย์ในราชวงศ์จักรีต่อความมั่นคงและความเจริญรุ่งเรืองของชาติไทย
     รัชกาลที่ ๑ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ทรงมีพระนามเดิมว่า ทองด้วงหรือด้วง(พ.ศ. ๒๓๒๕ - ๒๓๕๒) ครองราชสมบัติเป็นเวลา ๒๗ ปี พระราชบิดามีนามว่า ทองดี และพระมารดามีนามว่า หยก
    พระราชกรณียกิจสำคัญ คือ การป้องกันพระราชอาณาจักรให้ปลอดภัยและทรงฟื้นฟูวัฒนธรรมไทยที่สืบทอดมาทั้งแต่สมัยกรุงสุโททัยและอยุธยา นอกจากนี้ พระองค์ทรงพบว่ากฎหมายบางฉบับทีใช้มาตั้งแต่สมัยอยุธยาไม่มีความยุติธรรม จึงโปรดเกล้าฯ ให้มีการตรวจสอบกฎหมายที่มีอยู่ทั้งหมด
    รัชกาลที่ ๒ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ทรงมีพระนามเดิมว่า ฉิม เป็นพระราชโอรสคนที่ ๔ ในพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช และสมเด็จพระอมรินทรา บรมราชินี
    พระราชกรณียกิจสำคัญ คือ ด้านความมั่นคง พระองค์โปรดเกล้าฯ ให้ครัวมอญที่อพยพเข้ามาตั้งถิ่นฐานที่แขวงเมืองปทุมธานี เมืองนนทบุรี และเมืองนครเขื่อนขันธ์ นอกจากนี้ โปรดเกล้าฯ ให้เกณฑ์ไพร่มารับราช ๑ เดือน และกลับไปอยู่กับครอบครัว ๓ เดือน สลับกันไป
    ด้านศิลปกรรม พระองค์ทรงมีพระปรีชาสามารถทางด้านวรรณกรรมประเภทต่างๆ มีทั้งทรงพระราชนิพนบทพระพันธ์ต่างๆ
           
                                                                                                       นางสาวอุมารินทร์ ภักดีโชติ  

กรุงสุโขทัย

กรุงสุโขทัย


          กรุงสุโขทัย นับเป็นอาณาจักรของคนไทยที่ได้รับการสถาปนาขึ้นเป็นราชธานี ในปี พ.ศ.๑๗๖๒ ก่อนหน้าที่จะมีการสถาปนาอาณาจักรสุโขทัยขึ้นมา ได้มีเมืองสุโขทัยที่มีความเก่าแก่ เจริญรุ่งเรืองมาก่อน และกรุงสุโขทัยได้กลายเป็นศูนย์กลางที่มีอาณาจักกว้างขวางมีหัวเมืองต่างๆที่คนไทยรวมตัวกันอยู่เป็นส่วนหนึ่งในอาณาจักรที่ตั้งขึ้นใหม่

การปกครองของกรุงสุโขทัย

    อาณาจักรสุโขทัยเมื่อแรกตั้งยังมีอาณาเขตไม่กว้างขวาง มีจำนวนพลเมืองยังไม่มากและอยู่ในระหว่างการก่อร่างสร้างตัว เป็นการปกครองระบบแบบครอบครัวและทรงใช้หลักธรรมมาเป็นแนวทางในการปกครอง

เบี้ย เงินปลีก 


เศรษฐกิจของกรุงสุโขทัย

     เป็นแบบเกษตรกรรมเพราะมีพื้นที่ที่อุดมสมบูรณ์มากเป็นแบบยังชีพที่เลี้ยงตนเองได้ ผลผลิตที่สำคัญ คือ ข้าว แต่ไม่มีการส่งข้าวออกไปขายมีแต่เตรียมเสบียงอาหารไว้ไม่ให้ขาดแคลนในยามศึกสงครามมีตลาดการค้าหรือตลาดนัด เรียกว่า ตลาดปสาน และสุโขทัยยังมีการสร้างระบบชลประทาน มีเงินที่ใช้ เบี้ย หอย ในการแลกเปลี่ยนสินค้า
 
ประเพณีสงกรานต์

สังคมและวัฒนธรรมของกรุงสุโขทัย

     วัฒนธรรมของสุโขทัยแสดงให้เห็นถึงความเจริญของบ้านเมืองโดยรับวัฒนธรรมจากอินเดียและมีประเพณีต่างๆที่สืบทอดกันมาจนถึงปัจจุบันนี้ เช่น การทอดกฐิน พิธีทำบุญเข้าพรรษา พิธีออกพรรษา พิธีสงกรานต์ ที่เป็นศิลปะหรือมรดกที่สืบทอดมาจนถึงปัจจุบัน




ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

    ในสมัยสุโขทัยมีการติดต่อกับอาณาจักรใกล้เคียงทั้งด้านการเมือง การค้า การเผยแพร่ศาสนา หรือความสัมพันธ์ในลักษณะเครือญาติ หรือความสัมพันธ์ในเชิงธุรกิจการปกครองในยุคสุโขทัย


(ภาพจากอินเตอร์เน็ต)
                                                                               นางสาว ศุภิสรา  ขุนอินทร์